จากปลาหมอคางดำ สู่ ปูขาว พลิกวิกฤตเป็นโอกาสธุรกิจสัตว์น้ำ

โฆษณา
AP Chemical Thailand

พาดหัว “Road Map ประเทศไทยสู่ขอบฟ้า” ของ ศ.ดร.บัณฑิต นิจถาวร ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล เผยแพร่ทางสื่อ โดยฟันธงไปที่ ระบอบเศรษฐกิจถดถอยในรอบ 30 ปีติดต่อกัน จะต้องวางตำแหน่ง ประเทศไทย ในเศรษฐกิจโลก โดยยึดความได้เปรียบทางเศรษฐกิจพื้นฐานและแข่งในเรื่องที่ไม่เปลี่ยนที่เราถนัดภายใต้การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ต่อยอด และไม่เพ้อฝัน  รัฐต้องสร้างความสามารถด้านทักษะ AI ภาษาดิจิตอล นวัตกรรม และการบริหารจัดการ และธรรมาภิบาล ให้คนในประเทศได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง ไม่ใช่ K Shape อย่างที่เป็นอยู่

ประเทศไทยเป็น เมืองเกษตรกรรม แต่ถูกทำให้เป็นเมืองอุตสาหกรรม กลาง และปลายน้ำ ของ “เจ้าสัว” หลายตระกูล ขณะที่ อุตสาหกรรมต้นน้ำ ด้านการเกษตร กลายเป็น “ธุรกิจโลกลืม” ทุกรัฐบาล ทั้งๆ ที่ภาคเอกชนด้านการเกษตรได้ลงทุนอุตสาหกรรมครบวงจร ทั้งต้น กลาง และปลายน้ำ นำเงินตราเข้าประเทศหลายแสนล้านบาท/ปี รัฐบาลก็มองไม่เห็น

อย่างไรก็ดี การจัดงานพืชสวนโลก 2572 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ สภาพัฒน์ ได้เสนอรัฐบาลให้ใช้พื้นที่ใน อำเภอปากช่อง เป็นสถานที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องทางยุทธศาสตร์ กระทั่ง คณะกรรมการบริหารองค์การนิทรรศการนานาชาติ ยอมรับ “ความพร้อม” ในการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทย จนต้องนำระบบการจัดงานของ World Expo มาใช้เป็นครั้งแรกของงานพืชสวนโลก ระดับ AI เพื่อยกระดับความเข้มข้นและความโปร่งใสในการประเมินประเทศเจ้าภาพ เพราะประเทศไทยได้แสดงศักยภาพอย่างโดดเด่นนั่นเอง เพื่อให้งาน Korat Expo 2029 สามารถขับเคลื่อน “เศรษฐกิจสีเขียว” ยกระดับจังหวัดนครราชสีมา เป็น Smart City และยกระดับประเทศไทยสู่เวทีการพัฒนาที่ยั่งยืน ระดับ World Expo

อนาคต “งานประมงโลก” ประเทศไทยอาจได้เป็นเจ้าภาพ ถ้าทุกฝ่ายช่วยกันผลักดันเหมือนการจัดงานพืชสวนโลก ครั้งที่ 2 ในปี 2572

สำหรับ ธุรกิจสัตว์น้ำ กระแสที่ยังแรงต่อเนื่องนับแรมปี ได้แก่ ปลาหมอคางดำ นักล่าแห่งท้องน้ำ

แม้รัฐและเอกชนจะทุ่มสุดตัว เพื่อหยุดนักล่าให้ได้ แต่ยิ่งตียิ่งโต ยิ่งฆ่ายิ่งเกิด เพราะมันเป็น “ปลาทรหด” ทนต่อทุกสภาวะ ในการขยายเผ่าพันธุ์

ต้นเดือนกันยายน ปลาหมอคางดำ ไปโผล่ในเขื่อนลำปาว อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ กรมประมง ยืนยันว่า เป็น ปลาหมอคางดำ จริงๆ

โฆษณา
AP Chemical Thailand

เมื่ออำนาจบริหาร โดยกระทรวงเกษตรฯไร้ฝีมือในการหยุด ปลาเอเลี่ยนหมอคางดำ ก็ร้อนถึงฝ่ายตุลาการ ศาลปกครองกลาง มีคำที่พิพากษาให้ กรมประมง เร่งระงับ และแก้ปัญหาการแพร่ระบาด พร้อมสั่งให้ประกาศ ให้จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อให้การเยียวยาได้รวดเร็วขึ้น

การที่ความเดือดร้อนจากปลาหมอคางดำถึงศาลปกครองกลาง เพราะภาคประชาชน โดยนายปัญญา   โตกทอง ในฐานะเหยื่อปลาหมอคางดำ และ นายปรเมษฐ์ แดนดงยิ่ง ทนายความ ได้ยื่นฟ้องกรมประมง และหน่วยงานรัฐ 18 หน่วยงาน กระทั่งศาลตัดสินเมื่อ 8 กันยายน 2569

14 กันยายน 2569 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ได้ตัดสินคำฟ้องบริษัทเอกชนและกรรมการที่เกี่ยวข้อง 9 ราย ค่าเสียหาย 2,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินมาเยียวยาผู้เสียหายกว่า 1,000 ราย ในจังหวัดสมุทรสงคราม

ณ จังหวัดกาฬสินธุ์ นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตะลุยตรวจปลาหมอคางดำทั้งจังหวัด

ในพื้นที่น้ำจืดหลายจังหวัดจะเป็นแหล่งระบาดของ ปลาหมอคางดำ มากขึ้น โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่มี ผักตบชวา ระบาด ปลากะพงขาวนักล่าปลาหมอคางดำมีน้อย กรมประมงรู้ดี แต่ไม่กล้านำเสนอเรื่องนี้

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับ บริษัท ศิริแสงอารำพี จำกัด โดย ดร. ปรีชา ศิริแสงอารำพี กรรมการผู้จัดการ ได้ร่วมกันออกสื่อว่าจะเดินหน้ารับซื้อ ปลาหมอคางดำ กิโลละ 10 บาท มาทำ ปลาป่น เป็นการแปลงวิกฤตเป็นโอกาสทางธุรกิจ แทนการนำเข้าปลาป่นจากต่างประเทศ ซึ่งการรับซื้อปลาหมอคางดำ ทางบริษัทเคยรับซื้อ กก.ละ 15 บาท ตั้งแต่ปี 2567 โดยมี บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) CPF เข้าร่วมด้วย โดยมี นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานรัฐกิจและเอกชนสัมพันธ์ ยืนยันว่า ร่วมกันรับซื้อ ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2567 เป็นต้นมา

โฆษณา
AP Chemical Thailand

ปลาหมอคางดำ ยังระบาดต่อเนื่อง มากน้อยขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม รัฐและเอกชนยังคงทำงานแบบ “ตั้งรับ” ต่อไปจนกว่าจะระบาดรุนแรงในแต่ละจังหวัดมากขึ้น รัฐถึงจะทำงานเชิงรุก เช่น การแก้กฎหมายให้เลี้ยงเชิงพาณิชย์ ภายใต้ โซนนิ่ง แบบเข้มงวด และเพิ่มโทษทางแพ่งให้สูงขึ้น เป็นต้น พร้อมๆ กับการลดภาษีให้ผู้ประกอบการธุรกิจปลาหมอคางดำ หรือให้สิทธิพิเศษต่างๆ เพื่อยกระดับประเทศไทยเป็นตัวอย่างของการแก้ปัญหาและพัฒนาปลาหมอคางดำแบบยั่งยืน

ขณะที่ “ป่าชายเลน” 2 ฝั่งทะเลถูกทำลาย การเป็น “นากุ้งร้าง” ประจานรัฐไทยในสายตานักอนุรักษ์ระดับโลก ก็มีเกษตรกรบางคนนำนาร้างมาเลี้ยง “ปูขาว” สร้างโอกาสจากวิกฤต ภายใต้การส่งเสริมของ กรมประมง ซึ่งกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง โดย นายชัยวุฒิ สุดทองคง ผู้เชี่ยวชาญ เปิดเผยว่า ทางกรมฯมองเห็นชาวนากุ้งขาวหลายจังหวัด มีหนี้สินล้นพ้นตัว ต้องเลิกเลี้ยงกุ้ง ทิ้งบ่อให้ร้าง โดยเฉพาะในจังหวัดนครศรีธรรมราช กว่า 44,000 ไร่ เกษตรกรบางรายเลี้ยง “ปูขาว” ทดแทนการเลี้ยงกุ้งกว่า 5,000 ไร่ อัตรารอดเพียง 15-20% เท่านั้น ทางกรมประมงได้วิจัยและพัฒนาการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ และการผลิต “ลูกปู” คุณภาพ ได้ปริมาณที่เพียงพอต่อการส่งเสริมเกษตรกรให้เลี้ยงเชิงพาณิชย์ จึงได้จัดทำโครงการ ส่งเสริม “นิเวศธุรกิจปูขาว ครบวงจร” ในจังหวัดนครศรีฯ ภายใต้ความร่วมมือคณะนักวิจัย คณะเกษตรศาสตร์ ม.เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์
ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์

นำโดย ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ และได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เพื่อยกระดับการเลี้ยงปูขาวแบบดั้งเดิม สู่การเลี้ยงด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ด้วยชุดความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง เพิ่มอัตราการรอด ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพสู่เซฟตี้ฟู้ดส์ ปราศจากยาปฏิชีวนะ และสารเคมี เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย 14 ราย แยกเป็นเกษตรกร 14 ราย และแพปลา 2 ราย วงจรธุรกิจผลิต 1.ลูกปูขนาด 5 ซ.ม. 2.ปูไซซ์ตลาด และ 3. ธุรกิจผสม ทั้ง 1 และ 2 รวมกัน ผลจากการทดลองอัตรารอด 60-80% และปูไซซ์ตลาด กว่า 80% ผลผลิตไร่ละ 500 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 450 บาท ใช้เวลาเลี้ยง 3 เดือน รายได้ของผู้เลี้ยงเพิ่มขึ้น 100% ก่อให้เกิด ผลิตภัณฑ์ปูขาว ในชุมชนเพิ่ม 200% ตลอดห่วงโซ่อุปทานปูขาว จากนั้นปี 2568 ก็ขยายฐานการเลี้ยงปูขาวในนครศรีฯ 120 ครัวเรือน ในอำเภอปากพนัง อำเภอเมือง และอำเภอหัวไทร เป็นเกษตรกรแม่ข่าย 16 ครัวเรือน และเกษตรกรลูกข่าย 104 ครัวเรือน ตั้งเป้ารายได้สูงกว่า 60,000 บาท/ปี เป็นการเลี้ยงแนวกรมประมง ซึ่งเลี้ยงร่วมกับ ปลานวลจันทร์ทะเล ใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง และบราซิลลัส ควบคุมของเสียในบ่อ ส่วน สาหร่าย และ ขี้แดด เป็นอาหารของปลานวลจันทร์ เกษตรกรต้องเก็บข้อมูลการเลี้ยงทั้งต้นทุน ผลผลิต และรายได้ ผ่านระบบดิจิตอล แม้แต่อาหารปูก็ใช้ ปลาหมอคางดำ เป็นหลัก จึงไม่ต้องแปลกใจที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 9,798.92 บาท/ไร่/รุ่น รายได้เฉลี่ย 16,838.17 บาท/ไร่/รุ่น กำไรเฉลี่ย 7,039.25 บาท/ไร่/รุ่นหรือ 71.84%

จึงเห็นได้ว่าการเอาจริงเอาจังของ กรมประมงในการฟื้นฟูบ่อกุ้งร้าง ด้วยการส่งเสริมเลี้ยงปูขาว ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะ สถาบันการศึกษา จนได้ ชุดความรู้ (Standard Operating Procedure :SCP) ผลิตลูกปูขาวขนาดใหญ่ และชุดความรู้ผลิตปูขาวไซซ์ตลาด ที่เกษตรกรนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยวางระบบการจัดการ 4 ปัจจัย ได้แก่ 1.การป้องกันศัตรูปู 2. การกำหนดความหนาแน่นการเลี้ยง 3.การจัดการอาหารและการดูแลคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยง และ 4.การพัฒนาจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงในการเตรียมบ่อ แม้เทคโนโลยีราคาไม่แพงแต่ถูกจัดการทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ จนกระทั่ง ฝ่ายการเมือง นำโดย คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานกรรมการขับเคลื่อนนโยบายฯ กระทรวงเกษตรฯ นำ นางสาวฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง และคณะ ลงไปสัมผัสการเลี้ยงปูขาว ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสมุทรสาคร เมื่อ 22 ส.ค.2569

คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน
คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน
นางสาวฐิติพร หลาวประเสริฐ
นางสาวฐิติพร หลาวประเสริฐ

การส่งเสริมการเลี้ยงปูขาว วันนี้เกษตรกรยังมีกำไร แต่ถ้าตลาดยังจะจุกตัว แถมมีปูราคาถูกต่างประเทศมาแชร์ตลอด อนาคตก็เหมือนสัตว์น้ำชนิดอื่น เช่น กุ้งก้ามกราม และปลากะพงขาว ซึ่งมีบทเรียนให้ศึกษา